อยากให้ลูกน้อยเติบโตอย่างมีคุณภาพไหม?…..เรียนรู้ที่จะส่งออกความรัก สร้างพลังชีวิต สู่พัฒนาการให้ลูกน้อย

ผลวิจัยพบว่าเด็กมีพัฒนาการสมวัยร้อยละ 66.3 มีพัฒนาการสงสัยล่าช้าร้อยละ 33.7 และมีพัฒนาการสงสัยล่าช้าด้านภาษาร้อยละ 36.6  ประกอบด้วยสถานการณ์พัฒนาการสมวัยเด็กปฐมวัยของไทยยังคงที่ มีแนวโน้มลดลง และมีอัตราต่ำกว่าสถิติองค์การอนามัยโลก ซึ่งเด็กแรกเกิดถึงอายุ 5 ปีเป็นช่วงวัยที่มีความสําคัญของชีวิต เป็นระยะที่มีการเจริญเติบโตและมีพัฒนาการอย่างรวดเร็ว ทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์ และสังคม โดยเฉพาะระบบประสาทและสมองเป็นระยะที่เกิดการเรียนรู้ได้มากที่สุด การส่งเสริมการเจริญเติบโตและพัฒนาการกลุ่มเด็กปฐมวัยอย่างถูกต้องเหมาะสม จะทําให้มีสุขภาพกายและสุขภาพใจดี มีทักษะทางปัญญา ทักษะการเรียนรู้ ทักษะสังคม และทักษะชีวิต (ที่มา: การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการเด็กปฐมวัยไทย เขตสุขภาพที่ 8) 

เพื่อช่วยให้พ่อแม่ส่งเสริมพัฒนาการและการเรียนรู้ของลูกได้อย่างสมบูรณ์และสมวัย ศูนย์กิจการสร้างสุข SOOKEnterprise จึงได้จัดกิจกรรม “ส่งออกความรัก สร้างพลังชีวิต สู่พัฒนาการลูกน้อย”โดยได้รับเกียรติจาก นพ.ทีปทัศน์ชุณหสวัสดิกุล (หมอปอง) อุปนายกสมาคมแพทย์มนุษย์ปรัชญาไทยคนที่1 มาเป็นวิทยากรบรรยายเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพและอวัยวะภายในร่างกายที่มีผลต่อการพัฒนาการเด็ก ด้วยกระบวนการเรียนรู้ 7 ขั้นผ่านการสร้างพลังชีวิตจากภายใน (7 Life Processes) โดยก่อนเข้าสู่กระบวนการหมอปองชวนพ่อแม่และผู้ปกครองตระหนักถึงความสําคัญของพัฒนาการในช่วง   0-7 ปี เพราะเป็นช่วงวัยที่มนุษย์มีพัฒนาการทางสมองมากที่สุด ซึ่งเราควรส่งเสริมให้เด็กนําพลังชีวิตมาพัฒนาในส่วนนี้ที่เป็นรากฐานสําคัญต่อการเรียนรู้ในอนาคต มากกว่ามุ่งเน้นการศึกษาอย่างเข้มข้นตั้งแต่วัยอนุบาล โดยพ่อแม่และผู้ปกครองสามารถส่งเสริมพัฒนาการทางสมองให้กับลูกน้อยด้วยการเรียนรู้ผ่านการเล่นจากการทํางานบ้าน งานครัว และงานสวนได้ไม่ยากสําหรับเด็ก 7-14 ปี เป็นช่วงวัยที่ฮอร์โมนกําลังพลุ่งพล่าน และมีอารมณ์ความรู้สึกค่อนข้างหวือหวา เนื่องจากปอดและหัวใจมีการขยายสมรรถนะและศักยภาพเพิ่มขึ้นมากในช่วงนี้ดังนั้นการดูแลเรื่องการหายใจให้ดี รวมถึงการได้ทํางานศิลปะ และกิจกรรมเสริมสุนทรียภาพกับเด็กจะช่วยสร้างพื้นฐานการปรับสมดุลของอารมณ์ได้เสถียรขึ้น สุดท้ายคือช่วงวัยรุ่นก่อนบรรลุนิติภาวะ 14-21 ปี เป็นช่วงที่เด็กยืดตัว มีลักษณะร่างกายใกล้เคียงกับผู้ใหญ่มากขึ้น เนื่องจากมีการยืดของกระดูกแขนขาและข้อต่อ ระบบเผาผลาญพลังงานกําลังทํางานเต็มที่ ดังนั้นพ่อแม่ควรส่งเสริมให้ลูกออกกําลังกาย เพื่อช่วยส่งเสริมให้ร่างกายและระบบเผาผลาญทํางานได้อย่างแข็งแรง

กิจกรรม “ส่งออกความรัก สร้างพลังชีวิต สู่พัฒนาการลูกน้อย” โดย นพ.ทีปทัศน์ ชุณหสวัสดิกุล (หมอปอง) วิทยากรรับเชิญได้ถ่ายทอดความรู้เกี่ยวกับการสร้างพลังชีวิตต่อพัฒนาการของลูกน้อย โดยเฉพาะเด็กวัย 0-7 ปี ผ่านการให้พ่อแม่และผู้ปกครองตระหนักถึงความสําคัญและวิธีการดูแลอวัยวะภายในร่างกายที่มีผลต่อการเรียนรู้ของเด็กด้วยกระบวนการ 2 ขั้นตอน ได้แก่ 1) การทําแบบประเมินออนไลน์เพื่อสํารวจพลังชีวิตของลูกน้อย และ 2) การบรรยายความสําคัญของอวัยวะสู่การสร้างพลังชีวิตทั้ง 7 ซึ่งมีเนื้อหาโดยสรุปดังนี้

ขั้นตอนที่  1  : การทําแบบประเมินออนไลน์เพื่อสํารวจพลังชีวิตของลูกน้อยหมอปองชวนพ่อแม่และผู้ปกครองที่เข้าร่วมประเมินแนวโน้มอุปนิสัยที่มักจะเกิดขึ้นในอนาคตด้วยพฤติกรรมและอาการทางกายของลูกน้อยด้วยแบบสํารวจออนไลน์ให้ผู้เข้าร่วมตอบได้ด้วยตนเองจํานวน 7 ข้อ โดยให้เลือกคําตอบว่า “ใช่”หรือ “ไม่ใช่” ด้วยคําถามและแนวทางคําตอบเพื่อการเตรียมดูแลลูกน้อย

ลิงก์แบบสํารวจ: https://forms.gle/cuuHg9JLN19KZbB96

ขั้นตอนที่  2  : การบรรยายความสําคัญของอวัยวะสู่การสร้างพลังชีวิตทั้ง 7 ก่อนเข้าสู่เนื้อหาการบรรยาย คุณหมอชวนพ่อแม่และผู้ปกครองทําความเข้าใจเกี่ยวกับนิยามความหมายของการแพทย์องค์รวม หรือ มนุษยปรัชญา (Anthroposophy) คือ ภูมิปัญญาหรือความเข้าใจเกี่ยวกับมนุษย์ ซึ่งตามมุมมองต่อชีวิตของคนสมัยก่อนนั้นมองว่า คนเราประกอบด้วยร่างกาย (Body) จิตใจ (Soul) และจิตวิญญาณ (Spirit) หรือหากมองตามยุคใหม่ให้ง่ายขึ้น คือคนเราประกอบด้วยกายที่เปรียบได้กับฮาร์ดแวร์ (Hardware) ซึ่งจะทํางานได้ไม่สมบูรณ์หากปราศจากจิตใจที่เป็นซอร์ฟแวร์คอยควบคุม (Software) ซึ่งศาสตร์มนุษยปรัชญาได้รับการคิดค้น โดย ดร.รูดอร์ฟ สไตเนอร์ (Dr. Rudolf Steiner) ชาวออสเตรีย ซึ่งให้ความสําคัญของการดูแลมนุษย์แบบองค์รวมหากมองให้ละเอียดขึ้น ร่างกายของมนุษย์นั้น (HumanBody) ประกอบขึ้นด้วยธาตุทั้ง 4 ได้แก่ ธาตุดิน ธาตุน้ํา ธาตุลม และธาตุไฟ ซึ่งธาตุดินหรือ รูปกาย (Physical Body) เป็นส่วนที่เราจับต้องได้มากที่สุด เช่น กระดูก กล้ามเนื้อ ผิวหนังเป็นต้น ธาตุน้ํา หรือ กายชีวิต (Etheric Body) คือการทํางานของระดับเซลล์ การซ่อมแซม และการเจริญเติบโต แสดงถึงความสามารถของพลังชีวิต ธาตุลม หรือ กายลม (Astral Body) สังเกตได้จากออร่าของคน ซึ่งมีความสัมพันธ์และเชื่อมโยงกับอารมณ์ความรู้สึก หากธาตุลมภายในเคลื่อนไหวได้เป็นปกติ จะเรียกว่า Motion แต่หากธาตุลมปั่นป่วนจะกลายเป็น Emotion เช่น มีอาการหายใจไม่เป็นปกติ อารมณ์หอเหี่ยว ลมเพลมพัดเป็นต้น สุดท้ายได้แก่ ธาตุไฟ หรือ กายอัตตา (Ego Body) จะเกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญของร่ายกาย (Metabolism) ซึ่งจะพัฒนาเต็มที่ตอนเป็นวัยรุ่น สังเกตได้จาก มีสิวอักเสบ ฉุนเฉียว บุ่มบ่าม เป็นต้น ซึ่งหากเด็กมีธาตุไหนมาก จะสามารถบ่งบอกถึงลักษณะนิสัยเบื้องต้นได้แต่ละธาตุจะค่อย ๆ พัฒนาตามลําดับผ่านช่วงชีวิตของเด็ก ตั้งแต่แรกเกิดจนอายุครบ 21 ปี และเริ่มก้าวเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ได้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น และแน่นอนว่า หากเด็กมีสุขภาพดีทั้งร่างกายภายนอกและภายใน ก็จะยิ่งช่วยส่งเสริมเรื่องพัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กได้ดียิ่งขึ้น ซึ่งเนื้อหาของกิจกรรมที่ได้นํามาฝากพ่อแม่และผู้ปกครองต่อไป คือการส่งเสริมการสร้างพลังชีวิตให้กับลูกน้อยด้วยการดูแลอวัยวะที่เป็นตัวแทนพลังชีวิตและกระบวนการเรียนรู้ทั้ง 7 (7 LifeProcesses) ได้แก่

               1. ม้าม อวัยวะของการกลืนกิน: กระบวนการหายใจและเปิดรับ (Breathing and Openness Process)ม้าม เป็นต่อมน้ําเหลืองขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกาย อยู่บริเวณด้านใต้ชายโครงซ้าย มีหน้าที่คอยตรวจสอบสิ่งแปลกปลอมเข้าสู่ร่างกาย เปรียบเสมือนด่านตรวจคนเข้าเมือง ซึ่งในมุมของการแพทย์มนุษยปรัชญา ม้ามจึงเป็นอวัยวะที่มีกระบวนการหายใจหรือการเปิดรับ ดังนั้นหากม้ามทํางานผิดปกติ จะส่งผลให้เด็กเปิดรับต่อการเรียนรู้ภายนอกได้ลําบากขึ้น โดยสังเกตอาการของลูก เช่น หอบหืด ลิ้นเป็นฝ้า เป็นต้น วิธีการดูแลพลังชีวิตในส่วนนี้ คือ การนวดประคบบริเวณใต้ชายโครงซ้าย ด้วยครีมสมุนไพรที่สกัดมาจากตระกั่วหรือทองแดง ก็จะช่วยปรับเรื่องการเปิดรับได้สมดุลขึ้น

               2. ตับ อวัยวะแห่งการสังเคราะห์สาร: กระบวนการปรับเปลี่ยนสภาพและสร้างความอบอุ่น (Adaptation andWarming Process)ตับ เป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่และหนักที่สุด อยู่บริเวณชายโครงด้านขวาของร่างกาย มีหน้าที่วิเคราะห์และเรียบรียงโปรตีนใหม่ให้กับมนุษย์หรือที่เรียกกระบวนการนี้ว่า “การสังเคราะห์โปรตีน” นอกจากนี้ตับยังช่วยสร้างแหล่งธาตุเหล็กและสํารองเลือดไว้ใช้ปริมาณมาก จึงเป็นการช่วยรักษาอุณหภูมิและความอบอุ่นของร่างกาย ซึ่งหากตับทํางานผิดปกติ จะส่งผลต่อกระบวนการทํางานของสมอง ทําให้เรียบเรียงความคิดได้ไม่ดี เข้าใจอะไรได้ยาก หรืออาจถึงขั้นประสาทหลอน วิธีบําบัดที่ช่วยได้ คือ การนวดประคบตับด้วยสมุนไพรรสขม ซึ่งในต่างประเทศมักใช้สมุนไพรที่ชื่อว่า ยาร์โรว์ (Yarrow) ซึ่งในบ้านเราสามารถใช้มะระมาต้มน้ํา แล้วนํามานวดประคบบริเวณตับแทนได้ก็จะช่วยให้การจดจ่อเรียบเรียงความคิดของเด็กดีขึ้น

               3. ถุงน้ําดี อวัยวะแห่งการย่อย: พลังชีวิตแห่งกระบวนการย่อยอาหาร (Digestion Process)น้ําดี เกิดจากการสังเคราะห์ของตับ มีหน้าที่ละลายน้ําและไขมันเข้าด้วยกัน หากถุงน้ําดีรั่วในช่องท้อง จะเกิดอาการอักเสบอย่างรุนแรง มีฤทธิ์กัดเซาะและละลาย ต้องรีบรักษาโดยด่วน ดังนั้นมุมของการแพทย์มนุษยปรัชญา ถุงน้ําดีจึงเป็นแหล่งพลังชีวิตแห่งการย่อยและกัดกร่อน หากพลังชีวิตส่วนนี้มีปัญหา จะพบว่าเด็กมีอาการตัวเหลืองตาเหลือง ไม่ค่อยมีเรี่ยวแรง หรือในทางตรงกันข้าม หากระบบนี้ทํางานได้ดีเป็นพิเศษ เด็กจะอยู่ไม่นิ่ง มีความมุทะลุดุดัน ทางแก้ที่ช่วยได้ คือ การนวดประคบบริเวณท้อง ด้วยสมุนไพรกลุ่มเคลิโดเนียม เฟอร์โร คัลตัม (Chelidonium Ferro Cultum) จะช่วยแก้ปัญหาอาการดังกล่าวและช่วยให้การเรียนรู้ของเด็กดีขึ้น เนื่องจากระบบย่อยทํางานได้ดี สมองและความทรงจําจะดีตามไปด้วย

               4. เลือดและหัวใจ แก่นแกนแห่งตัวเรา: กระบวนการดูดซับและขับถ่าย (Absorption and Excretion Process) เป็นกระบวนการสร้างตัวตน ทําให้เลือดมีคุณลักษณะเหมาะสมต่อการหล่อเลี้ยงสมองและช่วยให้สมองทํางานได้ดีด้วยระบบไหลเวียนเลือดของหัวใจ หากกินที่ไม่สมดุล ระบบย่อยอาหารมีปัญหา จะทําให้เลือดหนืด มีปัญหาร้อนใน เพราะขับถ่ายของเสียได้ไม่สมบูรณ์ ส่งผลให้หงุดหงิดง่าย คิดเยอะ นอนไม่หลับ กระสับกระส่าย ฝันร้าย ส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็ก ซึ่งกรณีนี้นอกจากการรักษาด้วยสมุนไพรหรือวิตามินแล้ว สามารถนวดประคบหัวใจเบา ๆ ด้วยตนเองได้ด้วยน้ํามันลาเวนเดอร์และน้ํามันจากดอกกุหลาบ นํามาอังกับผ้าอุ่น ๆ แล้วประคบหัวใจ จะช่วยสร้างความอบอุ่นและช่วยให้จิตใจสงบ หลับตื่นดีขึ้นได้สําหรับวัยรุ่นหรือผู้ใหญ่ยังช่วยในเรื่องอกหัว (Heartbreak Syndrome) และซึมเศร้า (Depress) ได้อีกด้วย

              5. น้ําเหลืองและปอด พลังงานชีวิตเพื่อหล่อเลี้ยงอวัยวะ: กระบวนการของพลังชีวิตในการส่งอาหารไปหล่อเลี้ยงร่างกาย(Nourishing Process)หลังจากกระบวนการดูดซึมและขับถ่ายของร่างกายแล้ว ขั้นตอนถัดไป คือการนําเลือดไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย(Nourishment) ด้วยกระบวนการทํางานของปอดซึ่งจะมีความสัมพันธ์กับระบบน้ําเหลืองด้วย หากปอดมีปัญหา หายใจติดขัด เหนื่อยง่าย ในมุมของการแพทย์มนุษยปรัชญาพบว่า คนที่หายใจไม่เป็นจังหวะ หายใจเกร็ง ๆ อั้น ๆ จะส่งผลให้เป็นคนที่ไม่ค่อยยืดหยุ่น มีแนวโน้มเป็นคนที่ชอบย้ำคิดย้ำทํา วิธีแก้ไข คือการนวดประคบปอด ในทางยุโรปจะใช้สมุนไพรที่ชื่อว่าไบรโอไฟลัม เมอร์คิวริโอ คัลตัม (Bryophyllum Mercurio Cultum) จะช่วยให้การหายใจโล่งและผ่อนคลายขึ้น อาการย้ําคิดย้ําทําจะเบาบางลง

               6. ไต อวัยวะแห่งแสงสว่างและการรับสัมผัส: แหล่งสะสมพลังชีวิตในกลุ่มกระบวนการเติบโต (Growth Process) ไต มีอยู่ 2 ข้าง อยู่บริเวณสีข้างของร่างกายหรือปั้นท้ายเอว ซึ่งไตและต่อมหมวกไตมีหน้าที่ผลิตทั้งฮอร์โมนเพศหญิงและเพศชาย ช่วยสร้างชีวโมเลกุล ทําหน้าที่สร้างกล้ามเนื้อและความแข็งแรงของร่างกาย นอกจากนี้ยังช่วยสร้างอะดรีนาลิน (Adrenaline) ไว้เป็นแหล่งพลังงานสํารองในยามวิกฤตอีกด้วย ซึ่งเมื่อไตทํางานผิดปกติ หลังสารอะดรีนาลินเยอะเกินไป จะส่งผลให้เด็กตื่นเต้นตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา หรือในทางกลับกันเด็กก็จะเซื่องซึม อ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวมีแรง ซึ่งทางการแพทย์สมัยใหม่จะใช้วิธีการเพิ่มคอร์ติซอล (Cortisol) ผ่านการพ่น เพื่อลดภาวะหลอดลมอักเสบ อาการหอบหืดต่าง ๆ สําหรับการแพทย์มนุษยปรัชญา จะช่วยให้ไตและต่อมหมวกไตผลิตคอร์ติซอลได้สมดุลมากขึ้นแทน โดยใช้เทคนิคการนวดประคบไตโดยใช้ขิงห่อผ้าขาวบาง แล้วอังกับไอน้ํา ประคบที่ปั้นท้ายเอว จะช่วยให้หลอดลมขยายได้ดีขึ้น ลดอาการอักเสบ หอบหืด ช่วยให้เด็กสงบ และสดชื่นขึ้น

                7. อวัยวะเพศกับสมอง พลังชีวิตที่ล้ำลึกที่สุดของสิ่งมีชีวิต: การขยายพันธุ์และเพิ่มจํานวน (Regeneration Process) จากงานวิจัยพบว่า เนื้อเยื้อในอวัยวะสืบพันธุ์มีโปรตีนที่พบมากในสมองที่มากกว่าอวัยวะอื่นหลายเท่า แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมโยงว่าระหว่างอวัยวะเพศและสมอง และเมื่อมนุษย์เติบโตและพลังชีวิตทํางานได้อย่างเต็มที่ จะมีความสามารถในการสืบพันธุ์ (Recreation) และมีศักยภาพในการคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งใหม่ได้ (Creativity) ซึ่งเป็นคุณสมบัติสําคัญหนึ่งของมนุษย์ต่อความสามารถในการวิวัฒน์สายพันธุ์ให้มีศักยภาพที่สูงขึ้น

จากกิจกรรมพบบทสรุปว่า การช่วยให้ลูกน้อยมีพัฒนาการทางร่างกายและการเรียนรู้ทางสมองได้ดียิ่งขึ้นนั้น สิ่งสําคัญคือการดูแลสุขภาพภายในให้ทํางานได้อย่างปกติ เพื่อให้อวัยวะต่าง ๆ สามารถสร้างพลังชีวิตได้อย่างเต็มที่ เป็นพื้นฐานและกลไกสําคัญให้ลูกน้อยเติบโตทั้งทางร่างกายและทางความคิดได้อย่างมีประสิทธิภาพและสร้างสรรค์